จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ค้นหาบล็อกนี้

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“Team” ทีมนั้นสำคัญไฉน


เชี่ยวชาญ  ภาระวงค์

การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะเป็นผลให้เกิดการผลักดันให้ทีม หรือองค์กรบรรลุเป้าหมายขององค์กรให้เสร็จในกรอบเวลาที่กำหนดได้ดี และเร็วกว่า โดยการใช้ความรู้ด้านบริหาร ผนึกกำลังใจ กำลังกายและกำลังสติปัญญาของผู้ร่วมงานหรือผู้ที่อยู่ในทีมให้ทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่มีปัญหาบุคลากรขาดความร่วมมือ การเรียนรู้ฝึกฝนให้เข้าใจความหมาย ความสำคัญและรู้วิธีการสร้างทีมงานในองค์กร จะทำให้บูรณาการทีมสู่ความเป็นเลิศขององค์กรได้

 “ทีม” สำคัญอย่างไร

1. ผลักดันให้องค์กรก้าวสู่ความเป็นเลิศบรรลุเป้าหมายสูงสุด หรือทำให้เป้าหมายองค์กร
เป็นจริง เพราะการทำงานเป็นทีมเป็นการดึงคนเก่งในด้านต่าง ๆ มาประสานความคิดเห็น ความสามารถด้านต่าง ๆ และทำจนได้ผลงานที่ดีที่สุดและยุติการทำงานแบบ “One Man Show”
2. ผู้ร่วมทีมภูมิใจที่มีคุณค่าสร้างความก้าวหน้าให้องค์กรได้ เพราะแต่ละคนมีพฤติกรรมที่ต่างกัน ความสามารถร่วมมือทำงานกับคนต่างจิตต่างใจ หรือต่างด้านพฤติกรรม ต่างความสามารถ และสร้างผลงานที่ทำให้องค์กรก้าวหน้าได้ จะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจได้เป็นอย่างมาก
3. สอนให้รู้สัจธรรมว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานต่างกัน เช่น ในด้านการเลี้ยงดู การศึกษา ความคิดและมุมมอง ซึ่งล้วนทำให้คิดต่างกัน เกิดขัดแย้งกันได้เมื่อทำงานเป็นทีม
4. เสริมสร้างศักยภาพในการเป็นผู้นำ ขณะร่วมทีมงานจะสร้างโอกาสให้บุคคลมีโอกาสได้รู้จักตัวเองจากการรับฟังคำติ คำชม การแก้ปัญหาความขัดแย้งในทีม ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบและถนัด หรือเก่ง ไม่เก่งในเรื่องใด การทำงานที่ถนัดและชอบ คนเราจะไม่มีการท้อถอยแต่จะฟันฝ่าศึกษา ทำให้เชี่ยวชาญลุ่มลึก เมื่อมีปัญหาก็มองทะลุเห็นทางแก้ไขของทุกปัญหาที่เกิดขึ้น จึงสามารถเป็นผู้นำริเริ่มงานของตัวเองได้ เมื่อมีโอกาส
5. มีความสุขผ่องใส เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อทำงานเป็นทีมได้ แสดงว่ามีความเข้าใจดีต่อผู้ร่วมงาน มีเทคนิคในการทำงานร่วมกับผู้อื่น อยู่ในสังคมที่ทำงานได้ จะมีขวัญกำลังใจ และอยากทำงาน

“ทีม” เกิดขึ้นได้อย่างไร

ทีมจะเกิดเมื่อหัวหน้ามีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิผล (Strong and Effective Leadership) และรู้วิธีหรือกลไกการสร้างทีม (Internal Mechanism) ลักษณะของผู้นำที่มีภาวะความเป็นผู้นำแข็งแกร่ง (Strong Leadership)
    1. มีสภาวะจิตแข็งแกร่ง มั่นคง มุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่ง ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าผู้นำจะใช้พระเดชอย่างเดียว จิตที่มั่นคงทำให้จิตมีพลังมุ่งมั่นทำงานจนเสร็จ จิตที่ฟุ้งซ่านทำให้เปลี่ยนใจ ล้มเลิกความตั้งใจได้ง่าย คำพูดต่อไปนี้แสดงถึงจิตใจที่มุ่งมั่นจะเป็นผู้นำ
    2. ไม่ยอมแพ้ ผู้นำมองปัญหาเป็นสิ่งท้าทายไม่ยอมแพ้ พร้อมที่จะเผชิญอุปสรรค เพราะปัญหาทุกอย่างมีทางแก้
    3. มองเห็นสภาพและอยู่กับปัจจุบัน ทิ้งอดีต รู้ที่มาที่ไปของปัจจุบัน รู้ลู่ทางแก้ปัญหา ไม่ยึดติดกับอดีตเชิงลบซึ่งจะทำให้ไม่มั่นใจหรืออดีตที่ประสบความสำเร็จซึ่งจะทำให้ประมาท
Jack Welch กล่าวว่า ผู้นำต้องอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่กับสิ่งที่มันเคยเป็นในอดีตหรือที่เราอยากให้เป็น หนังสือที่เขาเขียนเกี่ยวกับผู้นำแบบ Strong Leadership ได้แก่ “Jack Straight for the Gut” และ “Control your Destiny or Someone else Will”

The most successful people in the world
Have made many mistakes
And experienced far more failure than the rest.

คนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
คือคนที่พบเจอความผิดพลาดและความล้มเหลวมามากกว่าคนอื่น

ลักษณะของผู้นำที่มีประสิทธิผล (Effective Leadership)

ผู้นำที่มีประสิทธิผลจะทำให้เกิดงานที่ต้องการได้ มองเห็นภาพรวมของสิ่งที่ต้องการในขั้น
สุดท้าย มองผ่านอุปสรรคไปเห็นจุดหมาย รู้ทิศทางที่จะไป รู้วิถีทางที่จะหลบหลีกปัญหาได้
ลักษณะของผู้นำที่มีความสามารถ Leader แตกต่างจาก Manager ผู้จัดการหรือ Managerเป็นคนที่สามารถทำงานแต่ละวันได้เสร็จ รวดเร็ว ถูกต้อง ใช้ความคิดริเริ่ม และสร้างแรงจูงใจลูกน้องในการร่วมมือทำงานได้ไม่มากนัก แต่ Leader มีภาวะผู้นำที่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝน ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

คุณสมบัติของผู้นำ มีดังนี้
    1. Vision มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หมายถึงมีภาพในใจที่จะผลักดันองค์กรให้เป็นจริงตามภาพนั้น นั่นคือ ผลักดันองค์กรสู่ความเป็นเลิศ คนจะเป็นผู้นำได้ต้องมีความสามารถเหนือผู้อื่น คิดว่าตัวเองเป็นหนึ่ง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะไปสู่เป้าหมายสูงสุด (zenith) ได้ ซึ่งจะมีแรงผลักดันตัวเอง และลูกน้องให้ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกันได้
    2. Goal and Strategy มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อให้รู้ทิศทางที่องค์กรจะเดินไปร่วมกัน และมีกลยุทธ์ วิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายคือต้องมีนโยบาย ผู้นำต้องคิดวางกรอบเพื่อให้ลูกน้องเดินตาม และมีแผนสำรอง (contingency plan) นอกเหนือจาก
แผน 1 ต้องมีแผน 2 และแผน 3 รองรับ
    3. Communication Skill มีทักษะในการสื่อความ รู้จักพูดคุยให้ลูกน้องรู้ว่าเราต้องการอะไร อะไรคือเป้าหมาย
    4. Coaching and Teaching ผู้นำต้องนำประสบการณ์มาสอนแนะเป็นภาพกว้าง ๆ ให้ลูกน้องรู้ว่าจะทำอย่างไรและจะได้แน่ใจว่างานจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ให้โอกาสลูกน้องใช้ความสามารถทำงานส่วนที่เป็นรายละเอียด
    5. Follow Up and Evaluation มีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยให้มีการรายงานด้วยวาจา หรือเอกสารผู้นำที่ติดตามงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องรู้งานในทุกขั้นตอน การติดตามจะทำให้ลูกน้องมีกำลังใจเพราะรู้ว่าหัวหน้า

มรรค 8 ลักษณะของผู้นำที่มีบุญบารมี มีดังนี้
1. มีความคิดเชิงบวก เมื่อมีปัญหาก็แก้ไข มีจิตใจผ่องใสตลอดเวลาเป็นพลังธรรมชาติที่ได้จากการฝึกจิตมาเป็นอย่างดี เป็นจิตที่อยู่เหนือนิวรณ์ทั้ง 5 ทำให้คนที่พูดคุยด้วยประทับใจ อบอุ่น อยากทำงานด้วย
2. มีคุณธรรม มีความยุติธรรมในการให้คุณให้โทษ และตระหนักว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม มีความซื่อตรง ปากกับใจตรงกัน ไม่โกหก ไม่คิดเล็กคิดน้อย ทำให้จิตมีพลังมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตรงตามความเป็นจริง
3. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Quotient) ไวต่อการเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้อื่น และใช้ความรู้สึกนำการกระทำ เช่น เมื่อรู้สึกว่าไม่ควรก็ไม่พูด ไม่ทำ โดยยึดหลักการและความถูกต้อง
กลยุทธ์ในการสร้างทีมงาน คือ ให้ทุกสิ่งวิ่งไปสู่งานไม่ใช่ไปสู่คน ดังนี้
    3.1 Put the Right Man on the Right Job มองคนให้ออกว่า แต่ละคนมีจิตใจ และความสามารถแบบใดมอบหมายงานให้เหมาะกับจิตใจ และความสามารถของคนนั้น ๆ
    3.2 Responsibilities มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ชัดเจน นักคิดจะสามารถแจกแจงได้ชัดเจนว่าแต่ละคนจะต้องทำอะไร อย่างไร อยู่ในส่วนไหนของโครงการ
   3.3 Reviewing and Appraisal ประเมินความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการเพื่อทราบปัจจัยที่มีอิทธิพลสูง ใจต้องเปิดกว้างยอมรับความจริง ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่มีคำแนะนำพร้อมกับหนทางแก้ไข

    3.4 Rewards and Punishment มีการให้คุณให้โทษอย่างยุติธรรม

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น