วัฒนธรรมองค์การ
ความหมายของวัฒนธรรมองค์การ
ในทศวรรษ 90
Dension (1990: 2) พบว่า
วัฒนธรรมองค์การมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผล (Effectiveness) ขององค์การ เนื่องจากความเชื่อและค่านิยมของพนักงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่แข็งแกร่ง
(Strong) ความไว้วางใจต่อพันธกิจ (Mission) หรือค่านิยม (Value) และ
ความเชื่อ
(Belief) ที่พนักงานมีอย่างมั่นคง
สม่ำเสมอ เป็นพื้นฐานสำคัญต่อความร่วมมือกันปฏิบัติงานภายในองค์การ
โดยเฉพาะความเชื่อและค่านิยมหลักที่สอดคล้องกับนโยบายและการปฏิบัติงานมีผลต่อประสิทธิผลขององค์การ
คือ สามารถนำวิสัยทัศน์ (Vision) ของผู้นำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงได้
พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมที่แกร่ง (Strong Culture) ทำให้ค่านิยมและพฤติกรรมสอดคล้องกันอย่างมาก
(Highly Consistent) นำไปสู่การพัฒนาการปฏิบัติงานและประสิทธิผลขององค์การในที่สุด
โดยมีนักวิชาการหลายคนได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมองค์การไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้
สมคิด
บางโม (2550 : 43)
ให้ความหมายของวัฒนธรรมองค์การไว้ว่า หมายถึงความคิด กลุ่มของค่านิยม และความเชื่อ
แบบแผนปฏิบัติงาน และการดำรงชีวิตของบุคลากรในองค์การหนึ่ง ๆ
ซึ่งบุคลากรขององค์การ ร่วมกันสร้างขึ้น ยอมรับและปฏิบัติเป็นประเพณี
และใช้เป็นแบบแผนในการปฏิบัติตนในฐานะสมาชิกขององค์การมาเป็นเวลานานพอสมควร
ชัยเสฏฐ์ พรหมศรี (2551 : 54) ให้ความหมายของวัฒนธรรมองค์การไว้ว่า หมายถึง รูปแบบที่ซับซ้อนของความเชื่อ
ความคาดหวัง แนวคิด ค่านิยม ทัศนคติ และพฤติกรรมที่ยึดถือกันโดยทั่วไป
และมีอยู่ภายในองค์การ
วิเชียร วิทยอุดม (2551 : 398) ให้ความหมาย วัฒนธรรมองค์การไว้ว่า
วัฒนธรรมองค์การคือวิถีการดำรงชีวิตในองค์การและวิถีชีวิตโดยรวมของคนในองค์การ
ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับเอาไว้ให้พนักงานยึดเป็นหลักในการทำงานและการใช้ชีวิตอยู่ในองค์การ
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (2552 : 222) นิยามความหมาย วัฒนธรรมองค์การ คือ
ความเชื่อและค่านิยมพื้นฐานร่วมกันของสมาชิกภายในองค์การ
ปรากฏออกมาในวิถีของบรรทัดฐานแห่งการคิดและการปฏิบัติ มีกระบวนการถ่ายทอดจากบุคคลรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งในหลากหลายรูปแบบ
Robbins (2003 : 525) นิยามความหมายวัฒนธรรมองค์การว่า
เป็นระบบของความหมายร่วมที่ยึดถือโดยสมาชิกขององค์การ
ทำให้มีความแตกต่างจากองค์การอื่น
ระบบของความหมายร่วมนี้จะเป็นคุณลักษณะที่สำคัญทางค่านิยมขององค์การ
Schein (2004 : 17) ได้อธิบายความหมายของวัฒนธรรมองค์การว่าหมายถึง
แบบแผนของฐานคติร่วมกันซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ในองค์การ ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา
การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมภายนอก
และเกิดการบูรณาการต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายในองค์การ สามารถดำเนินไปได้อย่างดี
และได้รับการถ่ายทอดสู่สมาชิกใหม่ในฐานะที่เป็นแนวทางที่ถูกต้องต่อการแก้ปัญหานั้น
Hoy & Miskel (2008 : 214
– 215) ให้ความหมายของวัฒนธรรมองค์การไว้ว่า หมายถึง
เป็นกลุ่มของการปรับตัวร่วมกันและทำให้หน่วยงานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
วัฒนธรรมจะถูกนิยามในพจน์ (Term) ของข้อสันนิษฐานร่วม (Shared
Assumptions) ค่านิยม และบรรทัดฐาน (Norms)
สรุปได้ว่า วัฒนธรรม
หมายถึง ค่านิยม ความเชื่อ โดยได้รับการถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน และคนในสังคม
หรือองค์การนั้น ๆ นำมาปฏิบัติกันในสังคม หรือองค์การ และมีการถ่ายทอดกันต่อไปเป็นรุ่น
ๆ
ความสำคัญของวัฒนธรรมองค์การ
วัฒนธรรมองค์การมีคุณค่าเพราะความเชื่อและค่านิยมร่วม ทำให้ยกระดับความร่วมมือและความผูกพัน
วัฒนธรรมองค์การมีหน้าที่เมื่อความเชื่อและค่านิยมร่วมช่วยกันผลักดันให้องค์การกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อความอยู่รอดขององค์การ
มีผู้กล่าวถึงหน้าที่ของวัฒนธรรมองค์การซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันดังนี้
สุพานี สฤษฎ์วานิช
(2549 : 521) กล่าวว่าวัฒนธรรมมีหน้าที่หรือมีประโยชน์ต่อองค์การในลักษณะต่างๆ
ดังนี้
1.
ทำให้พนักงานมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
2.
ทำให้พนักงานเกิดความผูกพันกับองค์การ
3.
เป็นเครื่องมือชี้แนะแนวทางสำหรับพนักงานในการประพฤติปฏิบัติภายในองค์การ
4.
ช่วยให้องค์การประสบความสำเร็จ
5.
ช่วยองค์การในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม
6.
ช่วยในการถ่ายทอดเอกลักษณ์ (Identity)
ขององค์การ
พิบูล ทีปะปาล (2551 :
71) กล่าวว่าวัฒนธรรมขององค์การมีส่วนช่วยทำหน้าที่สำคัญหลายประการในองค์การ
ดังนี้คือ
1.
ถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ให้กับบุคลากร
2.
ช่วยสร้างความภักดีของบุคลากร
3.
ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับองค์การในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม
4.
ใช้เป็นขอบข่ายการอ้างอิง (Frame of
reference) ให้กับบุคลากรเพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันและเป็นแนวทางในการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม
ออสแลนด์ และคณะ (Osland and others, 2001 : 313)
ได้กล่าวว่าวัฒนธรรมองค์การเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงองค์การ
โดยผ่านสิ่งเหล่านี้ ได้แก่
1.
แนวทางหรือวิธีการที่องค์การสร้างขึ้นเอง
2.
ระบบและกระบวนการต่างๆ
3.
พิธีกรรมและงานพิธี
4.
การออกแบบตกแต่งสถานที่ทำงาน
5.
เรื่องราวหรือตำนานที่เกิดขึ้นในองค์การ
6.
การสร้างค่านิยมร่วมกัน
ดาฟท์ (Daft, 2001: 315)
เสนอว่าวัฒนธรรมองค์การนั้นมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการ คือ
ประการที่ 1
เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงสมาชิกขององค์การเข้าด้วยกันทำ
ให้สมาชิกรู้ว่าจะต้องติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่นในองค์การอย่างไร (Internal integration) พวกเขาจะรู้วิธีในการทำงานร่วมกัน
โดยผ่านการกำหนดอำนาจและสถานภาพของสมาชิก
ประการที่ 2
เพื่อช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ (external adaptation) เพราะว่าวัฒนธรรมจะช่วยให้การปฏิบัติงานประจำ
วันของพนักงานสามารถบรรลุเป้าหมายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที
กรีนเบอร์ก และโรเบิร์ต
(Greenberg and Robert, 2000
: 487 - 488) ได้สรุปว่า วัฒนธรรมในองค์การมีหน้าที่สำคัญต่อองค์การ
โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 หน้าที่ คือ
1.
ทำให้สมาชิกในองค์การเกิดความรู้สึกเป็นเอกลักษณ์ (provides
a sense of identity for the member) และทำให้ค่านิยมร่วม (shared
values) ขององค์การกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น
2.
เสริมสร้างพันธะสัญญาต่อภารกิจขององค์การ (generating
commitment to the organization’s mission) เมื่อสมาชิกขององค์การรู้จักวัฒนธรรมองค์การเป็นอย่างดี
สมาชิกจะเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ
และให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
3.
ทำให้เกิดความชัดเจนและผลักดันให้เกิดมาตรฐานของพฤติกรรม (clarify and to reinforce standards of behavior) วัฒนธรรมองค์การเป็นแนวทางที่จะกำหนดคำพูดและพฤติกรรมของสมาชิกในองค์การให้เหมาะกับสถานการณ์นั้นๆ
ขององค์การนั้นๆ
รอบบินส์ (Robbins, 1991 cited in Hoy and Miskel, 2005 : 170) กล่าวถึงหน้าที่ของวัฒนธรรมองค์การ ดังนี้
1.
กำหนดขอบเขตหน้าที่และสร้างลักษณะเด่นขององค์การ
2.
สร้างเอกลักษณ์ขององค์การ
3.
ก่อให้เกิดพันธะสัญญาของสมาชิกในกลุ่ม
4.
เสริมสร้างความมั่นคงในระบบสังคม
5.
เป็นกาวเชื่อมทางสังคมและช่วยสร้างมาตรฐานพฤติกรรมของสมาชิกที่เหมาะสม
ลักษณะของวัฒนธรรมองค์การ
ลักษณะวัฒนธรรมองค์การเป็นแบบแผน
ระเบียบปฏิบัติของผู้ร่วมงานในแต่ละองค์การที่ประพฤติปฏิบัติไปในแนวเดียวกัน
ซึ่งกำหนดขึ้นตามความเชื่อ
ค่านิยมของบุคคลในองค์การจนกระทั่งสะท้อนออกมาให้เห็นเป็นวัฒนธรรมองค์การมีผู้แบ่งลักษณะของวัฒนธรรมองค์การไว้แตกต่างกัน
ดังนี้
ไชน์
(Schein, 1996)
เสนอแนวคิดของวัฒนธรรมองค์การว่ามีลักษณะสำคัญ คือ
1. เป็นพฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้อย่างสม่ำเสมอ (Observed Behavioral Regularities) เช่น
ภาษาในการติดต่อสื่อสาร พิธีการต่างๆ และรูปแบบของพฤติกรรมที่ยอมรับ
2. มีบรรทัดฐาน (Norms)
ซึ่งยึดถือเป็นมาตรฐานของพฤติกรรมและแนวทางในการปฏิบัติร่วมกัน
3. ค่านิยมที่มีลักษณะเด่น (Dominant
Values) เป็นค่านิยมส่วนใหญ่ที่บุคคลในองค์การยอมรับ ให้การสนับสนุน
และคาดหวังในการปฏิบัติงานร่วมกัน
4. มีปรัชญาขององค์การ (Philosophy)
เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการปฏิบัติงานและการให้บริการ
5. มีกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ (Rules)
เป็นระเบียบแบบแผน และแบบอย่างในการปฏิบัติงาน
6. ความรู้สึก (Feelings)
ซึ่งเป็นบรรยากาศขององค์การ (Organizational Climate) เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ของบุคคลในองค์การและนอกองค์การ
ดายเออร์
และลุนด์เบอร์ก (Dyer, 1982 and
Lundberg, 1985 cited in Sergiovanni, 2004 :
136 - 137) เสนอว่าวัฒนธรรมองค์การมี 4 ระดับ คือ
1. วัฒนธรรมทางกายภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น (Artifacts) เป็นระดับวัฒนธรรมพื้นผิวที่สุดซึ่งเป็นสิ่งมองเห็น
จับต้องได้ สามารถได้ยินหรือรู้สึกได้ง่าย เป็นค่านิยมที่เป็นสัญลักษณ์
2. แนวความคิด (Perspectives)
เป็นกฎเกณฑ์และค่านิยมร่วมทางสังคม เป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
ช่วยให้สมาชิกในองค์การเข้าใจในการเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
และทราบได้ว่าขอบเขตพฤติกรรมใดที่สามารถยอมรับได้
3. ค่านิยม (Values)
เป็นหลักการ เป้าหมาย และมาตรฐานทางสังคม
ค่านิยมนี้จะเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกหรืออะไรเป็นสิ่งที่ผิด
เป็นสิ่งที่มนุษย์แสดงออกมาอย่างมีสำนึกรู้ตัว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ (Norms)
กล่าวคือจะเป็นผลมาจากค่านิยม
4. ฐานคติ (Assumptions)
เป็นสิ่งที่สมาชิกในองค์การแสดงออกโดยไม่รู้สึกตัว
สะท้อนถึงความเชื่อที่คิดว่าเป็นจริงซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการรับรู้
ความรู้และพฤติกรรมเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายซึ่งยอมรับปฏิบัติ
โดยไม่มีการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด
นอกจากนี้
ฮอย และมิสเกล (Hoy and Miskel, 2005 :
171) ได้ออกแบบลักษณะขององค์ประกอบทั่วไปของวัฒนธรรมองค์การส่วนใหญ่ ประกอบด้วย
1. การสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation)
คือการที่สมาชิกขององค์การได้รับการกระตุ้นให้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
แสวงหาโอกาส ทดลองสิ่งใหม่และยอมรับแนวความคิดใหม่ๆ
2. ความมั่นคง (Stability)
คือระดับที่กิจกรรมต่างๆในองค์การมุ่งรักษาไว้ซึ่งสถานภาพเดิม
ให้สามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆได้ด้วยการยึดถือระเบียบ หวังผลการปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย
3. ความใส่ใจในรายละเอียด (Attention
to detail) คือระดับความคาดหวังที่สมาชิกองค์การแสดงออกถึงความถูกต้องแม่นยำในการวิเคราะห์
และใส่ใจในรายละเอียด
4. การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ (Outcome orientation) คือระดับที่การบริหารมุ่งการปฏิบัติเพื่อผลลัพธ์หรือผลผลิตมากกว่าการใส่ใจต่อเทคนิคหรือวิธีการในการทำให้บรรลุผล
5. การให้ความสำคัญกับบุคลากร (People orientation) คือการบริหารที่ให้ความสนใจในผลลัพธ์ที่จะกระทบต่อสมาชิกในองค์การ
ผู้บริหารใส่ใจและให้ความยุติธรรมเคารพในสิทธิของบุคคล ให้การส่งเสริมและสนับสนุน
และไม่ สร้างแรงกดดัน
6. การทำงานเป็นทีม (Team
orientation) คือระดับที่กิจกรรมต่างๆในงานจัดขึ้นเพื่อให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมมากกว่าการเน้นความสามารถของรายบุคคล
มุ่งกระตุ้นความร่วมมือของสมาชิก
7. การมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย (Aggressive)
คือระดับที่สมาชิกในองค์การมุ่งมั่นแข็งขันทำงานมากกว่าการทำงานตามสบาย
