เชี่ยวชาญ ภาระวงค์
ในสังคมยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การคมนาคม การสื่อสาร
ชี้ให้เห็นแนวโน้มว่า ประชาคมโลกกำลังเผชิญกับความโดดเดี่ยว และใช้ชีวิตประจำวันแบบตัวคนเดียวในสังคม โดยสร้างสังคมใหม่ในโลกของการสื่อสาร อันเป็นผลมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่มนุษยชาติ เป็นสัญญาณเตือนว่าสังคมโลกในยุคหน้า จะไม่มีคำว่า
“น้ำใจ” คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การมีจิตใจเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่
ต่อเพื่อนมนุษย์
และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมโลก คงเหลือแต่คำว่า “เห็นแก่ตัว” การสร้างค่านิยมที่ผิด ๆ ให้กับเยาวชน
ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันค่านิยมหลักคนไทย คือ
- เชื่อในอำนาจนิยม
- เชื่อในระบบอาวุโส
- ยกย่องนักปราชญ์ และคนมีความรู้
- นิยมการมีชีวิตที่เรียบง่าย
- ยกย่องคนมียศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งสูง
- ยกย่องคนมีจิตใจนักเลง
เชื่อว่า....จริงจริงแล้ว ในปัจจุบันสังคมไทย
ยังมีอีกหลายคนที่เรียกร้อง “สังคมแห่งการเกื้อกูล” กันมากสังคมแห่งการเกื้อกูลหรือสังคมเกื้อกูลธรรม
หรือสังคมแห่งสมานฉันท์ เป็นสังคมที่ทุกคนในสังคมร่วมรักใคร่สมัครสมานสามัคคีกัน
มีหลักธรรมในการดำรงชีวิต รู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน พัฒนาตนตามศักยภาพ เราหลายคนไม่อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ก้าวไปสู่วังวนตามกระแสโลกาภิวัตน์
โดยเฉพาะเยาวชน
อันเป็นกำลังสำคัญที่จะพัฒนาประเทศชาติ
แต่กลับติดแงะอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์
โดยมีความคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ไม่ เพียงสนใจแต่ความสุข สนุก ตอบสนองความตนเองตนเองในเรื่อง ต่าง ๆ
ดังจะเห็นในปัจจุบันคนในสังคมชอบทำตามกระแสจนเป็นโรคติดวัตถุแสวงหาวัตถุและเงินบนความเจ็บปวดของคนอื่น
เราดึงธรรมชาติมาใช้เกินขอบเขต เราตัดไม้ทำลายป่า สร้างตึกรามบ้านช่อง สร้างห้างสรรพสินค้าเพื่อตอบสนองกิเลสของคนในสังคม ในขณะที่อีกหลายคนพยายามทำให้ตัวเองให้ดีมากๆ ดีตามบรรทัดฐานของสังคมและดีตามหลักศาสนา
และอีกหลายคนก็ทำชั่วมากๆ โดยพวกเขาทำสิ่งต่างๆ
ที่ตรงข้ามกับบรรทัดฐานของสังคมและหลักศาสนา ทุกสังคมในโลกใบนี้มีเกณฑ์กำหนดว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ
อะไรดี อะไรไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนๆ ทุกคนทุกชาติทุกภาษา เราทุกคนมีกรอบของการกระทำเพื่อให้การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต้องพึ่งสติปัญญาตัวเองที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จ
วิธีการที่จะสร้างสติปัญญา ให้คนในสังคมไทยมีความรู้ ความสามารถพื้นฐานเพียงพอกับการดำรงชีวิตที่ดีและมีศักดิ์ศรีในสังคมโลก
มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เลือกใช้ข้อมูลข่าวสารตัดสินใจถูกต้องในการแก้ปัญหาและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่หากเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะเกื้อกูลและไม่ทำลายซึ่งกันและกัน การศึกษาจะนำคนไปสู่ชีวิตที่มีความสุขก็เพราะ “การศึกษา”
เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการสร้างและพัฒนาจิตใจคนให้เป็นคนคุณภาพ เพราะการศึกษา
เป็นรากฐานของการพัฒนา
การให้การศึกษาเป็นการพัฒนามนุษย์ให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีประสิทธิภาพเท่าเทียมนานาอารยประเทศ
ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2550 ส่วนที่ 8 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้
ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง และการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคลอื่น
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ย่อมได้รับความคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ มาตรา 50
บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้
เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
รัฐจัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแห่งชาติ
ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมืองและการปกครอง
มีผลทำให้เกิดกฎหมายแม่บททางการศึกษาคือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขปรับปรุง พ.ศ. 2545) ตามนโยบายการศึกษาของรัฐบาล (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2552)
และในกระแสสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องและตอบสนองกระแสสังคมโลก ในการนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา
โดยยึดคุณธรรมนำความรู้สร้างความตระหนักสำนึกในคุณค่าของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความสมานฉันท์
สันติวิธี วิถีประชาธิปไตยพัฒนาคนโดยใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว
ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข โดยหลักนโยบายการปฏิรูปการศึกษารอบสองของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2552-2561) มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคนไทยยุคใหม่
โดยการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ด้วยการปรับกระบวนทัศน์การเรียนรู้ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พัฒนาครู
คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถเอื้ออำนวยให้เกิดการเรียนรู้ โดยการสร้างครูยุคใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีใจรัก
มีคุณธรรม จริยธรรม เข้ามาเป็นครู
คณาจารย์ และปรับระบบการบริหารให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว
เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วม
ในการบริหารและจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญ
ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน 4 ประการ
คือ
1. พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ให้มีนิสัยใฝ่เรียนรู้
สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถคิด
วิเคราะห์ แก้ปัญหา คิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจิตสาธารณะ
มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
สามารถทำงานเป็นกลุ่มได้อย่างเป็นกัลยาณมิตร มีศีลธรรม
คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม
มีจิตสำนึกและความภูมิใจในความเป็นไทย
ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รังเกียรติการทุจริตและต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สามารถก้าวทันโลก มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่สมบูรณ์ แข็งแรง
เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพ โดยสรุป คือ
เป็นคนเก่ง เป็นคนดี
เป็นคนมีความสุข และรักประชาธิปไตย
2. พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่
ที่เป็นผู้อำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า มีระบบ
มีกระบวนการผลิต
มีมาตรฐานเหมาะสมกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง
ได้คนเก่ง คนดี มีใจรักวิชาชีพครูมาเป็นครู อย่างเพียงพอ
และมีคุณภาพ
สามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีความมั่นคงในอาชีพ
มีขวัญกำลังใจ อยู่ได้อย่างยั่งยืน
3. พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่
ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพทั้งในระบบ นอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและมีคุณภาพ
4. พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน
มีระบบบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้
ในภาวะวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญอยู่ขณะนี้
เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน หนทางที่จะผ่อนคลายคนไทยทุกคนก็ควรหันหน้าเข้าหากัน
ร่วมคิด ร่วมแรง ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ทุกฝ่ายยอมลดเป้าหมายเพื่อพบกันครึ่งทาง
เพื่อความอยู่รอด ปลอดภัย ความเจริญของประเทศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จะด้วยวิธีใดก็ตามสิ่งสำคัญต้องอยู่บนรากฐานของคุณธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงามควรแก่การประพฤติปฏิบัติ
การพัฒนาบุคคลโดยใช้คุณธรรมนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคนในชาติให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยกาย
วาจา ใจ การศึกษาก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ การแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา
การพัฒนาการเมืองก็ขึ้นอยู่กับการศึกษา สังคมกำลังเสื่อมโทรม ก็ต้องหันไปพึ่งการศึกษา ดังนั้นในการปฏิรูปการศึกษา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คุณธรรมเป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงความร่วมมือของสถาบันครอบครัว
ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุขโดยใช้หลัก
8
คุณธรรมพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย
1. ขยัน คือ ผู้ที่มีความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องในเรื่องที่ถูกที่ควร
สู้งานมีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจัง
2. ประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย
รู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อ
เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินสิ่งของอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ รู้จักทำบัญชีรายรับ
- รายจ่าย
ของตนเองอยู่เสมอ
3. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา
ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความจริงใจปลอดจากความรู้สึกสำเอียง หรืออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อม
รับรู้หน้าที่ของตนเองปฏิบัติอย่างเต็มที่และถูกต้อง
4. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ
ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศ โดยที่ตนยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจยึดมั่นในระเบียบแบบแผนข้อบังคับและข้อปฏิบัติ
รวมถึงการมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม
5. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ
มีสัมมาคารวะ เรียบร้อยไม่ก้าวร้าว รุนแรง หรือวางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทางเป็นผู้มีมารยาทดีงามวางตนเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย
6. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย
ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุขลักษณะ ฝึกฝนจิตไม่ให้ขุ่นมัว มีความแจ่มใสอยู่เสมอ
ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจและสภาพแวดล้อมมีความผ่องใสเป็นที่เจริญตาทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น
7. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง
รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ตามที่ดี
มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้
เป็นผู้มีเหตุมีผล ยอมรับความแตกต่าง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดและความเชื่อ
พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติและสมานฉันท์
8. มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม
รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อมนุษย์และผู้ที่มีความเดียดร้อน
มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกายและสติปัญญาลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา
หรือร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชนจากนโยบายเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษา 8
คุณธรรมพื้นฐานข้างต้น
สถาบันการศึกษาจึงควรเร่งรัดนำไปปลูกฝังคุณธรรมพัฒนา ให้กับเยาวชนของชาติ
เพื่อให้เป็นคนดี มีความรู้ และอยู่ดีมีสุข ก้าวสู่สังคมคุณธรรมนำความรู้
โดยขอความร่วมมือจากสถาบันครอบครัว ชุมชน สถาบันศาสนา และสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินการประสบความสำเร็จสามารถนำไปสู่การปฏิบัติยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จนั้นทุกฝ่ายจะต้องมีความตั้งใจ
และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน พ่อแม่ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิด
ครูต้องมีจิตสำนึกและวิญญาณของความเป็นครูเพิ่มขึ้น ภาครัฐและเอกชน องค์การศาสนา และสื่อมวลชน
ต้องตื่นตัว กระตือรือร้น และผนึกกำลังเพื่อการพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าอย่างมั่นคงอย่างน้อยที่สุดทุกคนควรทำงานให้เต็มกำลัง
เต็มความสามารถ และเต็มเวลาด้วย
ดังนั้น
ในการบริหารและพัฒนาการศึกษา
จึงเป็นสิ่งที่จะพัฒนาให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเกื้อกูลได้ โดยเริ่มปลูกฝังให้เด็ก ๆ เยาวชนวัยเรียน ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการเกื้อกูลกัน สถานศึกษาจึงไม่ใช่ที่เดียวที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่จะมอบแต่เนื้อหาทางวิชาการ แต่ต้องมีการสอนคน...ให้เป็นคน ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับผู้เรียน ให้ตระหนักในเรื่อง 8 คุณธรรมพื้นฐานคือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย สุภาพ
สะอาด สามัคคี และมีน้ำใจ หากเกิดขึ้นกับครอบครัว
ชุมชน หน่วยงาน สถาบัน ตลอดจนประเทศใดแล้ว โดยเฉพาะประเทศไทยนั้นก็จะพ้นวิกฤติทั้งทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม พัฒนาชาติให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังคมคุณธรรมนำความรู้ ชีวิตของคนในชาติ
คงจะดีกว่าเดิมสังคมไทยจะสงบสุขกว่านี้ ประเทศไทยก็คงเป็นไทยอยู่ตลอดไป มีการพัฒนาอย่างรุดหน้าไม่ด้อยกว่าประเทศใดในโลกนี้ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างแน่นอน
ลักษณะของระบบการศึกษาไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการของโลกในศตวรรษหน้าได้นั้น
จะต้องเป็นการศึกษาที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มที่ริเริ่มสิ่งดีๆ
ที่ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน พ่อแม่ คนทำงาน แรงงานทุกระดับ ตลอดจนชุมชนต่างๆ
กลุ่มคนในแต่ละจุดเล็กๆ เหล่านี้ จะต้องเชื่อมประสานเป็นเครือข่ายสนับสนุนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน รวมทั้งเชื่อมโยงกับสถานศึกษาที่มีอยู่ด้วย ระบบการศึกษาเพื่ออนาคตต้องไม่เป็นระบบที่รวมศูนย์ความรู้และการบริหารการจัดการ
แต่เป็นระบบที่ทุกกลุ่ม ทุกจุดมีโอกาสพัฒนาการเรียนรู้และเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สามารถเชื่อมต่อถึงกัน
กระจายอยู่ทั่วท้องถิ่นของประเทศโดยไม่มีศูนย์กลางอยู่ที่ใดที่หนึ่งเพียงที่เดียว โดยอาศัยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก การจัดระบบการศึกษาของประเทศจึงจะสามารถทำให้ประเทศสามารถยืนอยู่บนกระแสของโลกาภิวัตน์อย่างสง่างามได้

0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น