จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้อบกพร่องของผลงานทางวิชาการที่น่ารู้ (ครูผู้ส่งวิทยฐานะ)

ข้อบกพร่องของผลงานทางวิชาการที่น่ารู้ (ครูผู้ส่งวิทยฐานะ)

เชี่ยวชาญ ภาระวงค์

                จากการที่ได้มีโอกาสศึกษา ข้อคิดเห็นของบุคคลหลาย ๆ คน เกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นกับผลงานทางวิชาการของครูที่ได้เสนอขอเลื่อนวิทยฐานะ พบว่า มีจุดที่ควรปรับปรุงหรือแก้ไขหลายประการมาก เช่น

๑. ด้านสื่อ นวัตกรรม
            ส่วนหนึ่งคัดลอกมาจากตำรา ไปซ้ำกับบุคคลอื่นที่ทำไว้แล้ว ไม่ได้คิดขึ้นเอง ไม่ต่างจากหนังสือเรียน ไม่ต่างจากแบบฝึกหัด ไม่ทันสมัย ไม่ใหม่  ไม่เร้าใจ ไม่เหมาะสม(มีความหมายหลายอย่าง เช่น วัย เนื้อหา ธรรมชาติวิชา เป็นต้น) เนื้อหาน้อยไป (จำนวนที่ใช้ฝึกหรือปฏิบัติไม่กี่ชั่วโมง ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้) เนื้อหาง่ายไป เนื้อหายากไป เรื่องที่เลือกมาเนื้อหาไม่น่าจะเป็นปัญหา นอกจากนี้สื่อ นวัตกรรม ไม่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ เช่น ศึกษานิเทศก์ทำสื่อ นวัตกรรม ให้ผู้สอนนำไปใช้กับผู้เรียน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของศึกษานิเทศก์ เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่ผลิตสื่อ นวัตกรรมให้ผู้เรียนใช้  ศึกษานิเทศก์ต้องผลิตสื่อ นวัตกรรมไปใช้กับผู้สอน แล้วทำให้ผู้สอนสามารถไปทำกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียนได้ เช่น นิเทศให้ผู้สอนสามารถสร้างสื่อนวัตกรรมได้ สร้างเครื่องมือวัดผลได้ สร้าง...ได้ไปสร้างเป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ที่ไม่ผ่านที่เป็นเรื่องใหญ่คือ การเขียนรายงานผลงานทางวิชาการ
๒. รายงานผลงานทางวิชาการ
            ถ้ากล่าวถึงรายงานผลงานทางวิชาการ มักจะนำเสนอเป็น ๓ ส่วนหลัก ๆ คือ
                ส่วนที่ ๑ ส่วนนำของรายงาน ประกอบด้วยปก ใบรองปก บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ คำนำ สารบัญ
                ส่วนที่ ๒ ส่วนเนื้อหา จะนำเสนอเป็นบท ๆ ตั้งแต่ ๔ บท จันถึง ๗ บท จบด้วยบรรณานุกรม
                ส่วนที่ ๓ ภาคผนวก เป็นการนำเสนอสื่อ นวัตกรรม แบบประเมินสื่อ นวัตกรรม รายละเอียดข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หลักฐานการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและหลักฐานที่แสดงถึงการได้ลงมือปฏิบัติหรือกระทำจริง

ข้อบกพร่องของผลงานทางวิชาการ ที่พบจากข้อคิดเห็นของผู้ศึกษาหลาย ๆ คน สรุปได้ ดังนี้
            ส่วนที่ ๑ ส่วนนำ
                ๑.ชื่อเรื่องไม่แสดงให้เห็นถึงตัวแปรที่ศึกษา/นวัตกรรมที่ศึกษา  ชื่อเรื่องไม่ตรงกับบทคัดย่อ
                ๒.บทคัดย่อชื่อเรื่องไม่ตรงกับปก นำเสนอกล่าวอารัมภบทเหมือนบทที่ 1 นำเสนอไม่ระบุ กลุ่มตัวอย่าง ไม่ระบุสื่อ ไม่ระบุ เครื่องมือ ระบุสถิติไม่ครบ ผลการศึกษาไม่ตรงกับที่สรุปในบทที่ ๕ ผลไม่ครบตามวัตถุประสงค์
                ๓.บทคัดย่อยาว มีรายละเอียดมากไป
                ๔.สารบัญ นำเสนอหัวข้อในสารบัญ ไม่ตรงกับหัวข้อเรื่อง นำเสนอรายละเอียด(หัวข้อย่อย)มากเกินไปโดยเฉาะบทที่ ๒ ระบุหน้าไม่ตรงกับหัวเรื่อง
                ๕.การประเมินโครงการ มีบทคัดย่อเหมือนกับการทำวิจัย
            ส่วนที่ ๒ เนื้อหา
                บทที่ ๑
                    ๑.  ขาดการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศว่าที่แสดงให้เห็นปัญหาในระดับโรงเรียน/สถานศึกษา/รายวิชาที่ทำ ว่ามีปัญหาหรือไม่ อย่างไร  
                    ๒.  ขาดเหตุผลในการตัดสินใจเลือกใช้สื่อ นวัตกรรมในการศึกษาครั้งนี้
                    ๓.  การนำเสนอตัวแปรไม่ครบ ไม่ครอบคลุม ในประเด็นที่ศึกษาและไม่ชัดเจน
                    ๔.  การนิยามศัพท์ไม่ชัดเจน ไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา เขียนเป็นหลักการ ทฤษฎี เขียนกว้างเกินไป ไม่เป็นเชิงปฏิบัติการ
                    ๕.  การตั้งสมมติฐานไม่มีทฤษฎีรองรับหรือปรากฏในบทที่ ๒ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ศึกษา บางครั้งตั้งไม่ถูก สมมติฐานต้องเกี่ยวข้องกับตัวแปรที่ศึกษา ไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา ไม่สอดคล้องกับสถิติที่ใช้
                    ๖.  การใช้ภาษาไม่คงที่หรือไม่นิ่ง ในคำ คำเดียวกัน
๗.รูปแบการพิมพ์ตัวหนา ตัวบางขาดการจัดระบบ ตัวใหญ่ ตัวเล็ก พิมพ์คนละรูปแบบตัวอักษร
                บทที่ ๒
                    ๑.  การนำเสนอหัวข้อเรื่องแต่ละเรื่องขาดการสังเคราะห์จัดกลุ่ม จัดหมวดหมู่ บางเรื่องซ้ำซ้อนกัน บางเรื่องอยู่คนละเรื่องนำมาไว้ด้วยกัน รายละเอียดของแต่ละเรื่องที่นำเสนอไม่สอดคล้องกับหัวข้อเรื่อง และบางเรื่องต้องมีหัวข้อย่อย แต่ไม่มี
                    ๒.  การนำเสนอหัวข้อเรื่องและรายละเอียดของแนวคิด หลักการ ทฤษฎี ขาดการการกล่าวนำเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง การจัดรูปแบบนำเสนอคนละรูปแบบ ไม่ป็นระบบเดียวกัน
                    ๓.  การนำเสนอเนื้อหารายละเอียดของหัวข้อย่อย ไม่สัมพันธ์กับหัวข้อเรื่อง 
                    ๔.  การนำเนื้อหาทางวิชาการมาต่อ ๆ กัน โดยไม่มีการสังเคราะห์ วิเคราะห์เท่าที่ควรจะเป็น
                    ๕.  การการจัดระบบย่อหน้าและการให้รหัสตัวเลขนำหน้าข้อความ ไม่เป็นระบบเดียวกัน
                    ๖.  การอ้างอิงแนวคิด ทฤษฎี หลักการ ขาดการระบุปี หมายเลขหน้า  
                    ๗.  การอ้างอิงชื่อภาษาอังกฤษ หลายรูปแบบ มีทั้งเขียนทับคำศัพท์ เขียนภาษาอังกฤษผสมทับศัพท์ เขียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว
                    ๘.  การเขียนอ้างใน อ้างถึงใน อ้างจาก อ้างอิงมาจาก คนละรูปแบบ
                    ๙.  การอ้างอิงในเนื้อหาไม่ถูกต้อง ใช้ชื่อหนังสืออ้างอิง ไม่ใช้ชื่อหน่วยงาน/บุคคล
                    ๑๐.  การอ้างอิงในเนื้อหากรณีที่ชื่อบุคคลหรือหน่วยงานอยู่ตามหลังข้อความ
คนละรูปแบบ เช่น  (ชื่อหน่วยงาน/คน,ปี: เลขหน้า) อีกเล่ม (ชื่อหน่วยงาน/คน.ปี: เลขหน้า) บางเล่ม (ชื่อหน่วยงาน/คน  ปี: เลขหน้า)  และในกรณีที่ชื่อหน่วยงานหรือบุคคลอยู่หน้าข้อความคนละรูปแบบ เช่น ชื่อหน่วยงาน/คน.(ปี: เลขหน้า)บางเล่ม ชื่อหน่วยงาน/คน  (ปี: เลขหน้า)
                    ๑๑. ขาดการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความ
                    ๑๒.  รูปแบบการอ้างอิงจากเว็บไซด์ คนละรูปแบบ
                    ๑๓.  เอกสารที่อ้างอิง ไม่ปรากฏในบรรณานุกรม
                    ๑๔.  เอกสารที่นำมาอ้างอิงไม่ทันสมัย(เก่า) ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันมารนำเสนอไว้มากมายไม่นำมาอ้างอิง
                    ๑๕.  เอกสารที่นำมาอ้างอิง ที่เป็นหน่วยงานเดียวกันหรือบุคคลคนเดียวกัน พิมพ์ปีเดียวกันหลายเล่ม เขียนอ้างอิงไม่ถูกต้อง
                    ๑๖.  ขาดการสังเคราะห์ สรุปแนวคิด ทฤษฎี ในบางเรื่องที่เชื่อมโยงสู่เรื่องที่ทำการศึกษา
                    ๑๗.  การสังเคราะห์และสรุป  ไม่สอดคล้องกับหัวข้อเรื่องหรือไปคนละเรื่อง
                    ๑๘.  การสรุปงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  ไม่เชื่อมโยงถึงตัวแปรที่ศึกษา
                    ๑๙.  เอกสารที่นำมาอ้างอิง ชื่อ ชื่อสกุล ชื่อหน่วยงาน ไม่ปรากฏในบรรณานุกรม
                    ๒๐.  เอกสารที่นำมาอ้างอิง ชื่อ ชื่อสกุล ชื่อหน่วยงาน ปี ไม่ตรงกันกับที่ปรากฏในบรรณานุกรม
                    ๒๑.  แนวคิด ทฤษฎี หลักการ ไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา และการนำเสนอไม่สมดุล หัวข้อบางเรื่อง มี ๑๐ คน/หน่วยงาน หัวข้อบางหัวข้อ/เรื่อง มีเพียงคนเดียว/หน่วยงานเดียว
                    ๒๒.  การใช้ภาษาอังกฤษ  มีทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก ปะปนกันไม่เป็นระบบเดียวกัน
                    ๒๓.  ไม่อ้างอิงที่มาของภาพ
                บทที่ ๓
                    ๑.ประชากรและกลุ่มตัวอย่างไม่สัมพันธ์กัน เช่น ประชากรเป็นโรงเรียน แต่กลุ่มตัวอย่างเป็นคน
                    ๒. การหาค่า IOC ผิด ต้องนำเสนอคุณภาพเป็นรายการ ไปนำเสนอในภาพรวม การตรวจสอบความตรง(validity) เป็นความตรงด้านไหน เช่น ด้านเนื้อหา
                    ๓.  ขาดเหตุผลในการเลือก/สุ่มกลุ่มตัวอย่าง ต้องเลือกวิธีที่ถูกและเหมาะสมกับขนาดกลุ่มตัวอย่าง
                    ๔.  ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ไม่กว้างขวาง ไม่หลากหลาย ไม่ตรงกับสาขาวิชาที่ศึกษา
                    ๕.  การใช้สัญลักษณ์ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทนประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างผิด
                    ๖.  การใช้สัญลักษณ์ S หรือ S.D หรือ S.D. คนละตัว
                    ๗.  เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะแบบสอบถาม รายการที่ให้ผู้เรียนตอบ ผู้เรียนตอบไม่ได้เพราะไม่ได้รู้มาก่อน หรือใช้ภาษาไม่เหมาะสมกับวัย
                    ๘.  เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล แบบวัด...แบบสอบถาม ไม่นำเสนอคุณภาพรายข้อที่แสดงถึงอำนาจจำแนก และคุณภาพทั้งฉบับค่า Reliability ค่าที่วิเคราะห์ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด บางครั้งวิเคราะห์หา Reliability ก่อนการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากง่าย (เรียงลำดับผิด)
                    ๙.  เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล โดยเฉพาะแบบทดสอบ ไม่นำเสนอคุณภาพรายข้อที่แสดงถึงความยากง่าย อำนาจจำแนก และคุณภาพทั้งฉบับค่า Reliability แบบทดสอบที่สร้างมีจำนวนข้อ เท่ากับจำนวนที่ต้องการใช้ ผลการวิเคราะห์หา ค่าความยากง่าย กระจุกไม่กระจาย (กระจุกไปทางยากหรือกระจุกไปทางง่าย) ค่าอำนาจจำแนก กระจุก (จำนวนข้อมาก) ไปทางค่อนข้างต่ำหรือใกล้ .๒๐ มาก
                    ๑๐.  การสร้างแบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ มี ๒ ฉบับ คือ ฉบับที่ ๑ วัด(ทดสอบ)ก่อน ฉบับที่ ๒ วัด(ทดสอบ)หลัง มีความต่างกัน ฉบับที่ ๒ ไม่มีการ Try out ทำให้คุณภาพไม่แน่ใจว่าเป็นลักษณะคู่ขนานจริงหรือไม่ ถ้าไม่ใช่จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้
                    ๑๑.  การวิเคราะห์หา Reliability ไม่ได้ตัดข้อที่ใช้ไม่ได้ทิ้งก่อน
                    ๑๒.  สื่อ นวัตกรรม เครื่องมือที่เก็บรวบรมข้อมูล ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และทดลองใช้
                    ๑๓.  กระบวนการการทดลองสื่อ นวัตกรรม และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ไม่ชัดเจน ว่าทดลองกับใคร เมื่อไร ลักษณะบุคคลเป็นอย่างไร
                    ๑๔.  การทดลองแบบทดสอบไปทดลองกับบุคคลกลุ่มเดียวกันกับการทดลองใช้สื่อ นวัตกรรมไม่ถูกต้อง
                    ๑๕.  การทดลองแบบทดสอบ ไปทดลองกับนักเรียนที่ยังไม่ได้เรียนเนื้อหาที่ศึกษา
                    ๑๖.  การทดลองแบบทดสอบเกิดขึ้นภายหลังหรือเกิดขึ้นพร้อมกับการทดลองสื่อ นวัตกรรมไม่ถูกต้อง
                    ๑๗.  การใช้สูตรผิด การเลือกใช้ค่า KR ๒๐ KR ๒๑ ไม่ถูกต้อง ต้องตรวจสอบเรื่องข้อตกลงของสูตร    ทั้งสอง
                    ๑๘.  การเลือกใช้สถิติ ไม่เหมาะสมหรือผิด กับประชากร ไม่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่าง ไม่เหมาะสมกับขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
                บทที่ ๔
                    ๑.  การนำเสนอผลการวิเคราะห์ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ศึกษา
                    ๒.  การแปลผลไม่ถูกต้อง แปลผลโดยไม่ได้กำหนดเกณฑ์การแปลผลไว้ก่อน  การแปลผลไม่สอดคล้องกับสมมติฐาน(แบบหางเดียว สองหาง)  การแปลผลนำเสนอรายละเอียดทุกรายการไม่ถูกต้องต้องนำเสนอรายการที่เด่น ๆ เท่านั้น
                    ๓.  การนำเสนอตารางหนึ่งตาราง แต่แสดงการหาหลายประเด็นเช่นหาทั้งประสิทธิภาพและหาความก้าวหน้า
                    ๔.  การนำเสนอ ไม่ลำดับตามวัตถุประสงค์ที่ศึกษา
                    ๕.  ข้อมูลเก็บมาแยกกลุ่มแต่การวิเคราะห์ไม่แยกกลุ่ม นำเสนอรวม
                    ๖.  มีการตั้งสมมติฐาน แต่ไม่ได้ทดสอบสมมติฐาน
                บทที่ ๕
                    ๑.  วัตถุประสงค์ที่นำเสนอบทที่ ๕ กับบทที่ ๑ เขียนไม่เหมือนกัน
                    ๒.  การสรุปผลไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนด ไม่ตอบคำถามที่ตั้งไว้ ไม่ครอบคลุมตัวแปรที่ศึกษา สรุปเยิ่นเย้อ ยาวไม่กระชับ
                    ๓.  การอภิปรายผลขาดเหตุผลในเชิงแนวคิด ทฤษฎี หลักการและงานวิจัยที่สอดคล้องในบทที่ ๒  มาสนับสนุน  แนวคิด ทฤษฎี หลักการและงานวิจัยที่นำมาอภิปรายไม่ได้ศึกษาในบทที่ ๒ มาก่อน
                        ๔.  การเขียนข้อเสนอแนะ ไม่นำข้อที่ค้นพบที่เป็นจุดอ่อน จุดบกพร่องหรือจุดที่เป็นข้อจำกัดมาเสนอแนะบางครั้งการเสนอแนะขาดทิศทางว่าเสนอแนะใคร เสนอแนะอะไร เสนอให้ทำอย่างไร ข้อเสนอแนะไม่ใช่เป็นผลที่ศึกษาจากเรื่องนี้
                บรรณานุกรม
                    ๑.  มีไม่ครบตามที่อ้างอิงในเนื้อหา
                    ๒.  เขียนคนละรูปแบบ (ชื่อหน่วยงาน,การวางปี,พิมพ์ครั้งที่ ,กรุงเทพฯ กับกรุงเทพมหานคร,วิทยานิพนธ์,วารสาร)
                    ๓.  การสะกดชื่อ นามสกุล ปีไม่ตรงกับที่อ้างอิงในเนื้อหา
                    ๔.  พิมพ์ตก (.),
                    ๕.  เอกสารที่เป็นหน่วยงานเดียวกันหรือบุคคลคนเดียวกัน พิมพ์ปีเดียวกันหลายเล่ม เขียนไม่ถูกต้อง
                    ๖.  เรียงลำดับผิด
                    ๗.  บางเล่มชื่อโรงพิมพ์หาย,บางเล่มปีหาย,
                ส่วนที่ ๓ ภาคผนวก
                    ๑.  ไม่แสดงสื่อ นวัตกรรม
                    ๒.  ไม่มีเครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูล
                    ๓.  วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปไม่นำเสนอ Printout
                    ๔.  ไม่มีหลักฐานการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ บางครั้งไปเผยแพร่แต่สื่อ นวัตกรรมไม่ได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
                    ๕.  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในภาคผนวกขัดแย้งกับที่นำเสนอในบทที่ ๔
                    ๖.  นอกจากนั้น การจัดระบบย่อหน้า พิมพ์ตก พิมพ์ผิด พิมพ์ฉีกคำ/ข้อความ
                    ๗.  แบบสอบถามครู กับนักเรียนเป็นฉบับเดียวกัน นักเรียนตอบไม่ได้บางรายการ



ข้อสังเกตุวิทยฐานะกับเพื่อนครูผู้รักความก้าวหน้าในวิชาชีพครู (วิทยฐานะ ตาม ว17)

ข้อสังเกตุวิทยฐานะกับเพื่อนครูผู้รักความก้าวหน้าในวิชาชีพครู (วิทยฐานะตาม ว17)

เชี่ยวชาญ  ภาระวงค์

           ก.ค.ศ.ได้จัดทำคู่มือการประเมินเพื่อให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในแต่ละสายงาน ตามหนังสือ สำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.4/1100 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 สรุปสาระที่น่าสนใจ คือ
               1.มีการประเมิน 3 ด้านเหมือนเดิม คือ ด้านที่ 1 ด้านวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ด้านที่ 2 เป็นการประเมิน ด้านความรู้ความสามารถ และด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงาน
               2.รูปแบบการประเมิน อยู่ในรูปของคณะกรรมเหมือนเดิม  ถ้าต้องการมีวิทยฐานะชำนาญการ ก็ใช้คณะกรรมชุดเดียวประเมินด้านที่ 1 ถึง ด้านที่ 3 แต่ถ้าวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจนถึงเชี่ยวชาญพิเศษ ก็ใช้คณะกรรมการประเมิน 2 ชุด ชุดที่ 1 ประเมินด้านที่ 1 และด้านที่ 2 สำหรับชุดที่ 3 ประเมินด้านที่ 3 วิธีการยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงไปยื่นได้รอบปีละ 1 ครั้ง ขณะยื่นคำขอประเมินทุกด้านต้องพร้อมรับประเมิน โดยเฉพาะด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงานจะมีผลงานทางวิชาการอยู่ด้วย ต้องส่งพร้อมกับคำขอ  สิ่งที่ต้องการให้ครูมีความพร้อมคือด้านที่ 2 และด้านที่ 3 มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นในการประเมิน มีเกณฑ์การให้ระดับคะแนนค่อนข้างชัดเจน ยกเว้นผลงานทางวิชาการที่ไม่ได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน เพียงแต่กำหนดเป็นประเด็นมาให้ว่าจะประเมินอะไรบ้าง และประเด็นดังกล่าวกี่คะแนน สำหรับคณะกรรมการจะให้คะแนนเท่าไรก็อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ
           การประเมินด้านที่ 2  ที่ถือว่าเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นจึงขอนำเสนอเพียงด้านที่   2  ดังนี้
               ด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ประเมิน 2 ส่วน คือ
                   ส่วนที่ 1 การเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอน (60 คะแนน)  มีจำนวน 4 ตัวบ่งชี้
                       ตัวบ่งชี้ที่ 1 ความสามารถในการจัดทำหลักสูตรอย่างเป็นระบบ หมายถึง ความสามารถ   ในการวิเคราะห์หลักสูตร พัฒนาหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตรและการปรับปรุงหลักสูตร (หลักสูตร หมายถึง มวลประสบการณ์ที่ผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ในสาระ/รายวิชา/สาขาที่เสนอขอโดยมีการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด สมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กระบวนการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หรือหลักสูตรอื่นตามที่หน่วยงานกำหนด)
                          ครูปกติทั่วไปและครูปฐมวัยจะได้คะแนนระดับ 4 ครูต้องมีความสามารถในการจัดทำหลักสูตรอย่างเป็นระบบโดยมีการวิเคราะห์หลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรการนำหลักสูตรไปใช้ การประเมินหลักสูตรการปรับปรุงหลักสูตร ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                       ตัวบ่งชี้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้/แผนการจัดประสบการณ์/แผนการจัด การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) หมายถึง ความสามารถในการจัดทำแผนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตร ผู้เรียนและบริบทของชุมชน มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วนสอดคล้องกัน และถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและถูกต้อง มีการวัดและประเมินผลสอดคล้องกับจุดประสงค์และกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย มีการบันทึกผลการจัดการเรียนรู้และการนำมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ สำหรับผู้ขอรับการประเมินที่สอนระดับปฐมวัย แผนการจัดประสบการณ์ต้องสอดคล้องกับกิจกรรมหลักครอบคลุมพัฒนาการเด็กทุกด้าน และมีความสมดุลสำหรับผู้ขอรับการประเมินที่สอนการศึกษาพิเศษ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
หมายความว่า แผนซึ่งกำหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของเด็กพิการตลอดจนกำหนดเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล
                          ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4 ครูต้องมีแผนการจัดการเรียนรู้ โดยมีคุณภาพดังนี้ สอดคล้องกับหลักสูตร ผู้เรียน และบริบทของชุมชน มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วนสอดคล้องกันและถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและถูกต้อง มีการวัดและประเมินผลสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการที่หลากหลายมีการบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ และนำผลจากการบันทึกมาพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                          ครูปฐมวัยต้องมีแผนการจัดประสบการณ์ ที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ โดยมีคุณภาพดังนี้ สอดคล้องกับกิจกรรมหลักครอบคลุมพัฒนาการเด็กทุกด้านและมีความสมดุล  มีองค์ประกอบของแผนครบถ้วนสอดคล้องกันและถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการออกแบบการเรียนรู้และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้มีการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายและถูกต้อง มีการวัดและประเมินผลสอดคล้องกับจุดประสงค์และกระบวนการจัดประสบการณ์โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย  มีการบันทึกผลการจัดประสบการณ์ และนำผลจากการบันทึกมาพัฒนาการจัดประสบการณ์ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                       ตัวบ่งชี้ที่ 3 ความสามารถในการเลือก/ออกแบบ การผลิต/จัดหา การนำไปใช้การประเมินผลและการพัฒนาสื่อ/นวัตกรรมที่สอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้หมายถึง ความสามารถในการเลือก ผลิต ใช้ และพัฒนาสื่อ/นวัตกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ (สื่อ/นวัตกรรม สื่อ หมายถึง สิ่งที่ใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยอาจเป็นวัสดุ อุปกรณ์ วิธีการในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอน เลือก จัดหา หรือจัดทำขึ้นใช้ ส่วนนวัตกรรม หมายถึง สิ่งที่ผู้สอน จัดทำขึ้นใหม่ โดยใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของตนเอง ต่อยอดความคิดจากสื่อเดิมให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นวัตกรรม อาจเป็นกระบวนการ เทคนิค วิธีการที่ผู้สอนคิดขึ้นเพื่อใช้จัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัดหรือจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอื่น)
                          ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4 ต้องมีความสามารถในการเลือก/ออกแบบ ผลิต /จัดหานำไปใช้ ประเมินผล และพัฒนาสื่อ/นวัตกรรมโดยสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                          ครูปฐมวัยต้องมีความสามารถในการเลือก/ออกแบบ ผลิต/จัดหานำไปใช้ ประเมินผล และพัฒนาสื่อ/นวัตกรรมโดยสอดคล้องกับลักษณะพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                       ตัวบ่งชี้ที่ 4 แฟ้มสะสมผลงานคัดสรรที่เกี่ยวกับผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน และตนเอง หมายถึง แฟ้มสะสมผลงานที่ผู้สอนได้คัดเลือกผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่ และงานที่ได้รับมอบหมายของผู้สอนที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน และตนเองโดยเป็นผลงานดีเด่นหรือผลงานที่แสดงพัฒนาการของการปฏิบัติงานในแต่ละกลุ่มสำหรับผู้ขอรับการประเมินที่สอนการศึกษาพิเศษ แฟ้มสะสมผลงาน หมายถึง แฟ้มสะสมผลงานที่ผู้สอนได้รับมอบหมายเกี่ยวกับการสอน
                          ครูปกติทั่วไปและครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ครูต้องมีแฟ้มสะสมผลงานคัดสรรที่เกี่ยวกับผู้เรียนสถานศึกษา ชุมชน และตนเองครบถ้วนทั้ง 4 ด้านและเป็นแบบอย่างที่ดีได้
                   ส่วนที่ 2 การพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในสาขาหรือกลุ่มสาระที่รับผิดชอบหรือในงานที่รับผิดชอบ (40 คะแนน) มีจำนวน 3 ตัวบ่งชี้ ดังนี้
                       ตัวบ่งชี้ที่ 1 การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น หมายถึง การศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ด้วยการเข้าประชุมทางวิชาการ การอบรมสัมมนา การศึกษาต่อ การศึกษาเอกสารทางวิชาการ การศึกษาค้นคว้าจากสื่อ/วิธีการอื่นๆ และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการที่ทำให้เกิดความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น
                          ครูปกติทั่วไปและครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ครูต้องมีการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยการวิธีการต่าง ๆ 4 รายการ ที่ทำให้เกิดความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1)การประชุมทางวิชาการ/ การอบรม/การสัมมนารวมแล้วไม่น้อยกว่า 20 ชั่วโมงต่อปี หรือการศึกษาต่อ 1 หลักสูตร 2)การศึกษาเอกสารทางวิชาการ 4 เรื่องต่อปี 3)การศึกษาค้นคว้าจากสื่อ/วิธีการอื่นๆ 4 เรื่องต่อปี 4) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ 4 ครั้งต่อปี
                       ตัวบ่งชี้ที่ 2 การประมวลความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพ และการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การเลือก การสรุป การจัดระบบความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพ และจัดทำเป็นเอกสารทางวิชาการเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
                          ครูปกติทั่วไปและครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ครูต้องมีการประมวลความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการและวิชาชีพ เป็นเอกสารทางวิชาการ 6 เรื่องต่อปีและนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนครบทั้ง 6 เรื่องต่อปี
                       ตัวบ่งชี้ที่ 3 การให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ หมายถึง การเป็นวิทยากร การเผยแพร่เอกสาร สื่อ/นวัตกรรม การให้ความร่วมมือด้านวิชาการและวิชาชีพแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
                          ครูปกติทั่วไปและครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ครูต้องมีการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพโดยการเป็นวิทยากร/การเผยแพร่เอกสาร/สื่อ/นวัตกรรม/การให้ความร่วมมือด้านวิชาการและวิชาชีพ 4 เรื่องต่อปี
  
ผลงานทางวิชาการของครู

           ก่อนหน้าได้นำเสนอถึงการประเมินด้านที่ 2 ว่าจะประเมินอะไรบ้าง และครูต้องทำอะไรจึงจะได้ระดับคะแนน 4 (คือคะแนนเต็ม) ตอนที่ 2 ขอนำเสนอการประเมินด้านที่ 3 ว่าประเมินอะไรบ้าง การประเมินด้านที่ 3 ด้านผลการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน จะทำการประเมิน 2 ส่วน คือ
               ส่วนที่ 1 ผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (60 คะแนน) มี 3 ด้าน จำนวน 6/7  ตัวบ่งชี้
                   ด้านที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
                       สำหรับครูปกติทั่วไป ( 3 ตัวบ่งชี้)
                          ตัวบ่งชี้ 1.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน หมายถึง ค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเปรียบเทียบก่อนเรียนและหลังเรียน
                              การที่ครูจะได้ระดับ 4 ค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 20 ของคะแนนก่อนเรียน
                          ตัวบ่งชี้ 1.2 ค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชาที่สอน หมายถึง   ค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเปรียบเทียบปีปัจจุบันกับปีที่ผ่านมา
                              การที่ครูจะได้ระดับ 4 ค่าทีเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนปีปัจจุบันสูงกว่าของผู้เรียนปีที่ผ่านมา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
                          ตัวบ่งชี้ 1.3 ผลการประเมินและหรือการทดสอบของวิชาที่สอน/กลุ่มสาระการเรียนรู้ในระดับเขต/ประเทศ หมายถึง ความก้าวหน้าของการทดสอบในวิชาที่ผู้สอนรับผิดชอบการจัดการเรียนการสอน
                              การที่ครูจะได้ระดับ 4 ผลการประเมินและหรือการทดสอบของวิชาที่สอน/กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในระดับเขต/ประเทศในปีปัจจุบันสูงกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 10 ของค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา
                       สำหรับครูปฐมวัย ( 3 ตัวบ่งชี้)
                          ตัวบ่งชี้ 1.1 ผู้เรียนที่มีพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะอันพึงประสงค์
หมายถึง ผู้เรียนมีพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 12 ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546
                              ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ผู้เรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 12 ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ
                          ตัวบ่งชี้ 1.2 ระดับ/คะแนนพัฒนาการก่อนพัฒนาและหลังพัฒนา ในปีปัจจุบันสูงกว่าปีที่ผ่านมา หมายถึง ระดับ/คะแนนของผู้เรียนพัฒนาการของผู้เรียนทั้ง 4 ด้านโดยเปรียบเทียบปีที่ผ่านมากับปีปัจจุบัน (ระดับชั้นอนุบาล 1 หมายถึง ความก้าวหน้าทางพัฒนาการของผู้เรียนที่ศึกษาในปีการศึกษาต่างกัน หรือ ระดับชั้นอนุบาล 2 หรือระดับชั้นอนุบาล 3 หมายถึง ระดับ/คะแนนพัฒนาการของผู้เรียนกลุ่มเดียวกันที่เลื่อนระดับชั้นสูงขึ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างระดับ/คะแนนพัฒนาการ ชั้นปีที่ผ่านมากับปีปัจจุบัน)
                              ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ระดับ/คะแนนพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของผู้เรียนในปีปัจจุบันสูงกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
                          ตัวบ่งชี้ 1.3 ผลการประเมินพัฒนาการระดับเขต/ประเทศ หมายถึง ผู้เรียนมีผลการประเมินพัฒนาการระดับเขต/ประเทศในปีปัจจุบันสูงกว่าปีที่ผ่านมา
                              ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ผลการประเมินพัฒนาการ ระดับเขต/ประเทศในปีปัจจุบันสูงกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
                   ด้านที่ 2 ผลการพัฒนาผู้เรียนด้านอื่น ๆ พิจารณาตามตัวบ่งชี้ครูปกติพิจารณา 2 ตัวบ่งชี้ แต่ครูปฐมวัยพิจารณา 1 ตัวบ่งชี้ ดังนี้
                       ครูปกติทั่วไป( 2 ตัวบ่งชี้ 20 คะแนน)
                          ตัวบ่งชี้ 2.1 ผลการพัฒนาผู้เรียน ด้านสุขภาพ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม หมายถึง ผลจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้กิจกรรมประจำวัน/กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านสุขภาพ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม ตามหลักสูตรและตามที่สถานศึกษากำหนด
                              ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4 ผู้เรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีผลการพัฒนาด้านสุขภาพร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมตามหลักสูตรและตามที่สถานศึกษากำหนด       ในระดับดีในรายวิชาที่เสนอขอผลงาน
                          ตัวบ่งชี้ 2.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรและตามที่สถานศึกษากำหนดในรายวิชาที่เสนอขอผลงาน
                              ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4 ผู้เรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรและตามที่สถานศึกษากำหนดในระดับดีในรายวิชาที่เสนอขอผลงาน
                              ครูปฐมวัย(1 ตัวบ่งชี้ 20 คะแนน)
                                  ตัวบ่งชี้ ผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเพิ่มเติมจากที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 หมายถึง คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนที่ครูกำหนดเพิ่มเติมจากที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย
                                      ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 ผู้เรียนร้อยละ 80 ขึ้นไป มีผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 จำนวน 2 คุณลักษณะ
                   ด้านที่ 3 ปริมาณและสภาพของงาน พิจารณาตามตัวบ่งชี้ ดังนี้
                       ครูปกติทั่วไป( 2 ตัวบ่งชี้ 10 คะแนน)
                           ตัวบ่งชี้3.1 ปริมาณงาน หมายถึง จำนวนชั่วโมงที่ปฏิบัติการสอน จำนวนกลุ่มสาระการเรียนรู้/กลุ่มประสบการณ์/สาขาวิชา/รายวิชาที่รับผิดชอบและจำนวนนักเรียนที่รับผิดชอบ
                              ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4  มีปริมาณงาน รายการใดรายการหนึ่ง ดังนี้ จำนวนชั่วโมงสอนขั้นต่ำตามที่ส่วนราชการกำหนดและเพิ่มอีก 6 ชั่วโมง หรือ ทำการสอนไม่น้อยกว่า 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้/กลุ่มประสบการณ์/สาขาวิชา/รายวิชา หรือ จำนวนนักเรียนที่ทำการสอน 60 คนขึ้นไป
                          ตัวบ่งชี้ 3.2 สภาพของงาน หมายถึง 1) ความรับผิดชอบของผู้สอนที่มีต่อนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ/วัฒนธรรม/สังคม/พัฒนาการตามวัยและ 2) สถานศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ปกติ 3) พื้นที่ภูเขาหรือเกาะหรือติดกับรอยตะเข็บชายแดนหรือ 4) พื้นที่มีลักษณะพิเศษเช่น กันดาร เสี่ยงภัยตามประกาศของทางราชการ เป็นต้น
                              ครูปกติทั่วไปจะได้ระดับ 4 มีสภาพของงาน จำนวน 4 รายการ
                       ครูปฐมวัย( 2 ตัวบ่งชี้ 10 คะแนน)
                          ตัวบ่งชี้ 3.1 ปริมาณงานการใช้แหล่งเรียนรู้ โครงการหรือกิจกรรมพิเศษสอดคล้องการจัดกิจกรรมประจำวัน หมายถึง กิจกรรมหรือประสบการณ์การเรียนรู้ที่ครูจัดเพิ่มเติมจากตารางกิจกรรมประจำวันเพื่อเสริมการเรียนรู้ตามหน่วยงานการเรียนรู้ที่จัดให้กับผู้เรียนหรือเพื่อขยายประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
                              ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 มีการใช้แหล่งเรียนรู้ โครงการหรือกิจกรรมพิเศษสอดคล้องการจัดกิจกรรมประจำวันอย่างน้อย 8 ครั้งต่อปี
                          ตัวบ่งชี้ 3.2 สภาพของงาน หมายถึง 1) ความรับผิดชอบของผู้สอนที่มีต่อนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเศรษฐกิจ/วัฒนธรรม/สังคม/พัฒนาการตามวัยและ 2) สถานศึกษาที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ปกติ 3) พื้นที่ภูเขาหรือเกาะหรือติดกับรอยตะเข็บชายแดนหรือ 4) พื้นที่มีลักษณะพิเศษเช่น กันดาร เสี่ยงภัยตามประกาศของทางราชการ เป็นต้น
                              ครูปฐมวัยจะได้ระดับ 4 มีสภาพของงาน จำนวน 4 รายการ
จะเห็นได้ว่าการประเมิน ส่วนที่ 1 ของด้านที่ 3 ค่อนข้างจะเป็นวิทยาศาสตร์มาก ครูต้องมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในวิชาที่รับผิดชอบ ต้องนำมาเปรียบก่อนหลัง เปรียบเทียบกับคนละปี (คนละรุ่น ถือว่าเป็นปัญหาในปีที่จะส่งผลงานทางวิชาการ ปรากฏว่ารุ่นนี้ผลการเรียนจะด้อยกว่ารุ่นที่แล้วก็จะไม่ได้คะแนนในการประเมินในระดับ 4)

               ส่วนที่ 2 ผลงานทางวิชาการ (40 คะแนน)
                   ผลงานทางวิชาการของสายงานการสอน หมายถึง รายงานการศึกษา ค้นคว้า หรือผลการวิจัยในชั้นเรียน หรือผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ที่มีจุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหาด้านการเรียนของผู้เรียนและสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ มีการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและนำไปสู่การสรุปองค์ความรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยมีลักษณะดังนี้
                       1. ตรงกับสาขาวิชาที่ขอให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ
                       2. เป็นผลงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือสาขาวิชาต่าง ๆ และใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน
                       3. เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบทางด้านการสอน

                   ประเภทผลงานทางวิชาการ
                       ผลงานทางวิชาการที่เสนอขอต้องแสดงถึงความรู้ความสามารถ ความชำนาญและความเชี่ยวชาญของผู้ขอให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ แบ่งตามลักษณะของผลงานทางวิชาการ เป็น 3 ประเภท ดังนี้
                          1. ผลงาน งานแต่งเรียบเรียง งานแปล หนังสือ หรือบทความทางวิชาการซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการเผยแพร่มาแล้ว และผลงานดังกล่าวสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
                          2. ผลงานวิจัย ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่มาแล้ว และผลงานดังกล่าวสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาการจัดการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
                          3. ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น เช่น
                              3.1 การประเมินงาน หรือการประเมินโครงการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่
                              3.2 สื่อ นวัตกรรมทางการศึกษา เช่น ผลงานด้านการจัดทำสื่อการเรียนการสอน ผลงานด้านการคิดพัฒนารูปแบบนวัตกรรมที่นำ มาใช้ในการปฏิบัติงานทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งอาจจัดทำเป็นเอกสาร หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ รวมทั้งเทคนิค วิธีการจัดการเรียนรู้ อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
                              3.3 เอกสารประกอบการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเอกสารที่สามารถใช้ประกอบในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการเรียนการสอน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนา ประสิทธิภาพการทำงานในหน้าที่ให้สูงขึ้น สำหรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้ใช้เป็นเอกสารประกอบการประเมินด้านที่ 2 ด้านความรู้ความสามารถเท่านั้น มิให้นำมาเสนอเป็นผลงานทางวิชาการ
                                  3.4 กรณีผลงานทางวิชาการที่ผู้ขอรับการประเมินมิได้จัดทำแต่ผู้เดียว แต่ได้ร่วมจัดทำกับผู้อื่นในรูปคณะทำงานหรือกลุ่ม ให้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าผู้ขอรับการประเมินมีส่วนร่วมในการจัดทำในส่วนใด ตอนใด หน้าใดบ้าง คิดเป็นร้อยละเท่าไรของผลงานทางวิชาการแต่ละเล่ม และให้ผู้ร่วมจัดทำทุกคนรับรองพร้อมทั้งระบุว่าผู้ร่วมจัดทำแต่ละรายได้ทำส่วนใดบ้าง
                                  3.5 ผลงานทางวิชาการที่เสนอขอรับการประเมินต้องไม่เป็นผลงานทางวิชาการที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา หรือประกาศนียบัตรใดๆ หรือผลงานทางวิชาการที่เคยใช้เพื่อเลื่อนตำแหน่งหรือเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะมาแล้ว

                   ลักษณะสำคัญของผลงานทางวิชาการ
                       เป็นส่วนที่คณะกรรมการพิจารณาประเมินผลงานทางวิชาการ ประกอบด้วย 2 ด้าน คือ
                          1. ด้านคุณภาพของผลงานทางวิชาการ (20 คะแนน)
                              1.1 ความถูกต้องตามหลักวิชาการ ผลงานทางวิชาการต้องมีความถูกต้องตามหลักวิชาการและรูปแบบของผลงานประเภทนั้น ๆ เช่น งานวิจัยจัดทำถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัย รายงานการประเมินโครงการจัดทำถูกต้องตามวิธีการและรูปแบบของการประเมินโครงการ หรือ รายงานการพัฒนานวัตกรรมจัดทำถูกต้องตามวิธีการและรูปแบบของการพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น
                              1.2 ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ ผลงานทางวิชาการต้องมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์ ครบถ้วนถูกต้องตามหลักวิชาการ ทันสมัย มีการค้นคว้าอ้างอิงถูกต้องเชื่อถือได้ การเรียบเรียงถูกต้องตามหลักภาษา และจัดหัวข้อเป็นระบบเดียวกัน ฯลฯ
                              1.3 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผลงานทางวิชาการต้องแสดงให้เห็นถึงการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ พัฒนาและการประยุกต์ใช้ โดยไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นโดยมิชอบ
                              1.4 การจัดทำ การพิมพ์และรูปเล่ม ผลงานทางวิชาการต้องมีการจัดทำอย่างประณีต การพิมพ์ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสวยงาม เช่น การพิมพ์หัวข้อ การย่อหน้า การพิมพ์ตาราง การพิมพ์เชิงอรรถ บรรณานุกรม การจัดทำรูปเล่มถูกต้อง มีปกหน้า ปกใน คำนำ สารบัญ เนื้อหา บรรณานุกรม ภาคผนวก ปกหลัง เป็นต้น
                          2. ประโยชน์ของผลงานทางวิชาการ (20 คะแนน)
                              2.1 ประโยชน์ต่อผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา การจัดการศึกษาหน่วยงานการศึกษา และชุมชน พิจารณาจาก ผลที่ปรากฏต่อผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา การจัดการศึกษา หน่วยงานการศึกษา และชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
                              2.2 ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและการเผยแพร่ในวงวิชาการ พิจารณาจากประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิชาการหรือวิชาชีพ สามารถเป็นแบบอย่างใช้เป็นแหล่งอ้างอิง หรือเป็นแบบในการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี มีการนำผลงานไปเผยแพร่ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น จัดพิมพ์ในรายงานประจำปี เอกสาร วารสาร การนำเสนอต่อที่ประชุม สัมมนา การจัดนิทรรศการ การเผยแพร่ ทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือ website เป็นต้น